วิทูรชาดก

ทศชาติชาดก เรื่อง วิทูรชาดก
บำเพ็ญสัจจบารมี

 

 

       พระเจ้าธนญชัยโกรพ ได้ครองราชสมบัติอยู่ในอินทปัตถ์นคร แคว้นกุรุราฐ วิทูรบัณฑิต เป็นอำมาตย์ที่ใกล้ชิดสนิทสนม และเป็นผู้สั่งสอนอรรถธรรมด้วย คำโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ปากเป็นเอก เลขป็นโท หนังสือเป็นตรี ชั่วดีเป็นตรานั้น” เป็นจะไม่ผิดนัก เพราะวิทูรบัณฑิตผู้นี้มีปากเป็นเอกจริงๆ ในการสั่งสอนให้คนละชั่ว ประพฤติความดี เวลาที่เขาพูดชาวพระนครจะฟังด้วยความสงบและพอใจ

      ก่อนจะเล่าเรื่องวิทูรต่อไป ขอย้อนไปถึงความเดิมเสียก่อนว่า มีฤาษี ๔ องค์ เดิมเป็นชาวบ้านธรรมดานี่แหละ แต่เพราะเบื่อบ้านเลยออกบวชเป็นฤาษี สำเร็จโลกียฌาน เหาะเหินเดินอากาศได้เสียด้วย ฤาษีทั้ง ๔ นี่เคยเป็นสหายกันมาตั้งแต่ยังไม่ได้ออกบวช ถึงบวชแล้วก็ยังเป็นสหายกันอยู่ ออกไปบำเพ็ญฌานอยู่ในป่าหิมพานต์ พอใกล้จะถึงหน้าฝน ฤาษีเหล่านั้นก็พากันเข้ามาจำพรรษา คือหลบฝนนั้นแหละในเมือง และก็บังเอิญเหลือเกินในเมืองนั้นมีคนร่ำรวย ๔ คนเป็นเพื่อนกัน เห็นฤาษีเหล่านั้นก็เกิดความเลื่อมใส ให้คนนิมนต์ไปพักยังสถานของตนคนละองค์ แล้งบำรุงด้วยข้าวน้ำเครื่องนุ่งห่มตามสมควร ดาบสทั้ง ๔ นั้น กลางวันก็ไปพักยังสถานที่ต่างๆ ตอนเย็นจึงกลับมารับนิมนต์ไว้

องค์หนึ่งกลางวันไปพักในดาวดึงส์เทวโลก
องค์หนึ่งกลางวันไปพักในเมืองบาดาล
องค์หนึ่งกลางวันในพิภพพญาครุฑ
องค์หนึ่งกลางวันไปพักในราชอุทยานของพระเจ้าธนญชัยโกรพ


เมื่อกลับมาแล้วก็พรรณาสมบัติของพระอินทร์ พญานาค พญาครุฑ และสมบัติของพระเจ้าธนญชัยโกรพ ให้คนรวยเหล่านั้นฟัง พวกเขาเหล่านั้นฟังแล้วก็เกิดอยากได้ ทำบุญแล้วก็ปรารถนาให้ได้สมบัตินั้นๆ ครั้นสิ้นชีพก็ได้ไปบังเกิดในสถานที่เหล่านั้น

คนหนึ่งได้ไปบังเกิดเป็นพระอินทร์ ในดาวดึงส์
คนหนึ่งได้ไปบังเกิดเป็นพญานาคอยู่ ณ นาคพิภพ
คนหนึ่งได้ไปบังเกิดเป็นพญาครุฑอยู่ ณ วิมานฉิมพลี
คนหนึ่งได้ไปบังเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าธนญชัยโกรพ มีนามว่า โกรพกุมาร


เมื่อโกรพกุมาร ได้ครองราชสมบัติก็ปฏิบัติตนอยู่ในโอวาทของวิทูรบัณฑิต แต่ทั้งๆ ท้าวเธอทรงศีลและปฏิบัติตามทศพิธราชธรรม ก็ยังปรากฏว่าพระองค์ชอบเล่นสกามากทีเดียว การทอดสกาของพระเจ้าโกรพ ไม่มีผู้ใดจะชนะได้เลย เพราะนางเทพธิดาตนหนึ่งได้พิทักษ์รักษาท้าวเธอ คอยกลับลูกสกาที่ทอดให้ได้แต้มดี โดยคนอื่นไม่รู้ไม่เห็นเลย

เมื่อถึงวันอุโบสถ ท้าวเธอก็สละราชสมบัติ ออกไปรักษาอุโบสถอยู่ในพระราชอุทยาน ถึงพระอินทร์ พญานาค และพญาครุฑ ก็มารักษาพระอุโบสถอยู่ด้วยกัน แต่ยังมิได้พบกัน เพราะต่างคนต่างก็นั่งอยู่ที่แห่งหนึ่ง ตอนเย็นออกจากที่นั่งเจริญสมาบัติจึงได้พบกัน พอพบกันด้วยวาสนาคบค้าชอบพอกันมาแต่ชาติปางก่อน จึงเป็นเหตุให้ชอบพอกัน ต่างก็สนทนาปราศรัยกัน จึงมีปัญหาเกิดขึ้นในระหว่างท้าวเธอทั้ง ๔ ว่า เราต่างคนก็ต่างละเคหะสถานออกมาถืออุโบสถอย่างนี้ ศีลของใครจะประเสริฐกว่ากัน

พระพญาวรุณนาคราชกล่าวขึ้นก่อนว่า “ของข้าพเจ้าสิประเสริฐกว่าของใคร”

“เพราะอะไรล่ะ ?”

“ข้าพเจ้าอดทน โทโส ได้ เพราะธรรมดานาคย่อมเป็นศัตรูทำลายล้างผลาญ เพราะฉะนั้นเมื่อข้าพเจ้าเป็นแทนที่จะโทโส ข้าพเจ้ากลับข่ม ความโกรธ เสียได้ จึงเห็นว่าศีลของข้าพเจ้านั้นแหละประเสริฐกว่าท่านทั้งสาม”

พญาครุฑจึงว่า “ศีลของข้าพเจ้าสิจึงจะประเสริฐกว่าของท่านทั้งหลาย”

“เพราะอะไรล่ะ ?”

“เพราะข้าพเจ้าอดกลั้น ความอยาก ไว้ได้ ตามธรรมดาแล้วนาคเป็นอาหารอันโอชาของข้าพเจ้า ถ้าพบทีไรหมายความว่านาคต้องจะต้องไปอยู่ในท้องข้าพเจ้า แต่เพราะข้าพเจ้ารักษาศีลจึงเป็นเหตุให้อดกลั้นต่อความอดอยาก ไม่ละเมิดองค์ศีล นี่แหละจึงเห็นว่าศีลของข้าพเจ้าดีกว่าศีลของท่านทั้งหลาย”

สมเด็จท้าวอมรินทร์ก็ตรัสขึ้นมาบ้างว่า “ข้าพเจ้าว่าศีลของข้าพเจ้าสิประเสริฐกว่าท่านทั้งหลาย”

“เพราะอะไร ?”

“เพราะข้าพเจ้าสละทรัพย์สมบัติทิพย์ อันประกอบด้วย กามคุณ อันได้แก่ ความสนุกสนานเพลิดเพลินเสียได้ ลงมารักษาอุโบสถ จึงเห็นได้ว่าศีลของข้าพเจ้าสิประเสริฐกว่าคนอื่น”

พระเจ้าโกรพก็ตรัสบ้าง “แต่ข้าพเจ้าว่าศีลของข้าพเจ้าประเสริฐกว่าของพวกท่าน”

“เพราะอะไร ?”

“ก็เพราะข้าพเจ้าได้ตรองเห็นโทษของ กามคุณ จึงได้สละออกมารักษาอุโบสถศีล ฉะนั้นข้าพเจ้ามารักษารักษาอุโบสถด้วยการพิจารณาเห็นคุณและโทษแล้ว จึงเห็นว่าศีลของข้าพเจ้าดีกว่าของคนอื่น”

ต่างคนก็ต่างสรรเสริญศีลของกันและกัน แต่ก็ยังไม่ยอมให้ใครดีกว่า

ขณะนั้นนั้นเอง ท้าวเธออมรินทราธิราชจึงตรัสถามพระเจ้าโกรพขึ้นว่า

“พระราชสมภารในแว่นแคว้นนี้ไปมีผู้เป็นนักปราชญ์บ้างหรือ”

“มีสิท่าน”

“ใครล่ะ ?”

“วิทูรบัณฑิตของข้าพเจ้าเอง”

“ถ้าอย่างนั้น พวกเราไปบ้านเจ้าวิทูรให้เขาตัดสินดีกว่า”

เมื่อเห็นพร้อมกันอย่างนั้น พระเจ้าโกรพก็พาพระอินทร์ พญานาค พญาครุฑ ไปยังสำนักเจ้าวิทูร เชื้อเชิญให้เจ้าวิทูรตัดสิน โดยตบแต่งที่นั่งให้ดีแล้วเชิญวิธูรขึ้นนั่ง พลางพระโกรพก็ตรัสเล่าเรื่องทั้งหมด ต่างรักษาอุโบสถ แต่ยังตกลงกันไม่ได้ว่าศีลของใครดีกว่ากันแน่ วิทูรบัณฑิตก็ให้ท้าวเธอทั้ง ๔ เล่าให้ฟัง เมื่อได้สดับฟังแล้วก็เห็นว่าคุณธรรมทั้ง ๔ นั้นเสมอกัน มิได้มีใครสูงต่ำกว่ากัน จึงตรัสว่า

“ขอเดชะ ศีลของพระองค์ทั้ง ๔ เสมอกัน มิได้สูงกว่ากัน”
ท้าวเธอทั้ง ๔ ได้สดับก็เกิดโสมนัสปีติยินดี

ท้าวอมรินทร์บูชาด้วย ผ้าวิเศษทุกุลพัสตร์ มีเนื้อละเอียดเหงื่อไคลไม่สามารถจะจับได้ พร้อมกับตรัสว่า “ผ้าทิพย์ผืนนี้ข้าพเจ้าขอบูชาธรรม”

พญาครุฑก็บูชาด้วย ดอกไม้ทอง
นาคก็บูชาด้วย แก้วคล้องอยู่ที่พระศอ
พระเจ้าโกรพทรงบูชาด้วย โคนมถึงพันตัว


แล้วต่างองค์ต่างก็กลับยังสถานที่อยู่ของตน พญานาคพอกลับลงไปถึงบาดาล วิมาลามเหสีเห็นแก้วที่ห้อยพระศอพญานาคหายไปก็ถามขึ้น พญานาคก็ตอบว่า ได้บูชาธรรมที่วิทูรบัณฑิตแสดงไปเสียแล้ว

วิมาลามเหสีก็อยากจะสดับธรรมบ้าง แต่เห็นว่าตนจะขึ้นไปฟังธรรมก็ไม่ได้ จะเอาวิทูรลงมาเทศน์ให้ฟังก็คงไม่มีทาง เพราะท้าววรุณนาคราชคงไม่อาจจะทำได้ เพราะเคารพเจ้าวิทูรมาก ทำอย่างไรจึงจะได้ฟังธรรม เห็นจะต้องใช้กลอุบาย ดังนั้นนางจึงทำเป็นป่วยไม่สบายไป เมื่อท้าววรุณนาคราชมาถาม ก็แกล้งทำเป็นอิดเอื้อน และแกล้งทำเป็นเฉยเสีย แล้วตอบว่า

“ขอเดชะ กระหม่อมฉันป่วยไข้ครั้งนี้ ถ้าไม่เห็นหัวใจเจ้าวิทูรมาแล้ว เห็นจะไม่มีชีวิตต่อไป แต่ว่าต้องได้มาโดยชอบธรรม คือเจ้าตัวยินดีจะให้ด้วย”

ท้าววรุณก็หนักใจจึงปรารภกับพระนางว่า

“น้อง เรื่องนี้เห็นจะยาก เพราะเจ้าวิทูรนั้นพระเจ้าแผ่นดินรักษากวดขันนัก เพียงแต่จะได้เห็นก็ยังยากอยู่ แล้วใครเลยจะสามารถไปเอาตัวเจ้าวิทูรมาได้ เห็นจะไม่สำเร็จเสียแล้ว”

เมื่อเห็นว่านางยังมีอาการเช่นเดิม ท้าวเธอก็กลัดกลุ้มกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมผิดปกติไป อิรันทตีผู้เป็นราชธิดาเห็นจึงสอบถามได้ความว่า มารดาอยากได้หัวใจเจ้าวิทูร จึงทูลว่า

“ขอเดชะ หากพระราชบิดาไม่มีความสามารถแล้ว กระหม่อมฉันจะขอรับอาสาที่จะนำหัวใจเจ้าวิทูรมาให้พระมารดาให้ได้” พร้อมกับทูลลาไป ท้าววรุณนาคราชก็อวยพรให้ได้การให้ไปได้รับความสำเร็จกลับมา

อิรันทตีเมื่อออกจากวังแล้ว ก็แทรกน้ำขึ้นมายังเมืองมนุษย์โลก และเหาะไปยังเขากาลคีลี อันสูงถึง ๖๐ โยชน์ ครั้นถึงแล้วก็ตกแต่งชะง้อนหินแห่งหนึ่งด้วยดอกไม้หลายหลาก และตนเองประดับประดาเครื่องแต่งตัวอย่างงดงาม ยืนฟ้อนรำขับร้องอยู่ยังสถานที่นั้น

ข้อความขับร้องนั้นก็พรรณนาถึงความงามของนาง และความปรารถนาที่นางจะได้ดวงใจของเจ้าวิทูร มิว่าผู้ใดทำให้สำเร็จความประสงค์ของนางได้ นางจะมอบตัวให้เป็นคู่ครองของผู้นั้น

ในขณะนั้นเองยักษ์เสนาบดีของท้าวกุเวร หรือเรียกอย่างหนึ่งว่า ท้าวเวสสุวัณ อันมีนามว่า ปูณณกะ เผอิญขี่ม้าเหาะผ่านมาทางนั้น พอได้ยินเสียงนางก็รู้สึกเพราะจับจิตจับใจเหลือเกิน จึงเข้าไปสอบถาม เมื่อทราบความแล้วก็กล่าวว่า

“แม่อิรันทตี นี่เป็นเรื่องเล็กเหลือเกิน ข้าพเจ้าอาสาจะนำหัวใจเจ้าวิทูรมาให้แม่ให้ได้ และเมื่อนั้นก็จะขอตัวเจ้าเป็นคู่ครอง”

“ถ้าท่านทำได้อย่างปากว่า ข้าพเจ้าก็ยินดี” ปูณณกะยักษ์ขับม้าเข้ามาใกล้นาง พลางกล่าวชวนเชิญนางขึ้นหลังม้าเพื่อจะพานางไป แต่นางท้วงว่า

“หากท่านปฏิบัติงานสำเร็จ ได้ดวงใจเจ้าวิทูรมาให้มารดาแล้ว ข้าพเจ้ายินดีเป็นคู่ครองของท่าน แต่เวลานี้ต้องขอตัวก่อน”

“ถ้าอย่างนั้นอีก ๒ - ๓ วัน เราจะนำหัวใจเจ้าวิทูร มา”

“ขอให้ท่านจงโชคดีเถิด”

 



แล้วปุณณกะยักษ์ก็ขับม้ากลับไปยังสถานที่ของตน ปุณณกะยักษ์จะขาดเฝ้ามิได้ จึงคิดหาอุบายหลีกเลี่ยงไม่ต้องเฝ้าท้าวเวสสุวัณ พอดีวันนี้มีคดีระหว่าง ๒ ยักษ์เกิดขึ้น เรื่องถึงท้าวเวสสุวัณตัดสิน ปุณณกะยักษ์รู้ดีว่าถ้าไปลาเพื่อจะออกไปเอาหัวใจเจ้าวิทูร ก็จะไม่ได้รับอนุญาต

จึงไปแอบที่หลังของยักษ์ที่ชนะหมอบกราบอยู่ พอท้าวเวสสุวัณตรัสกับผู้ชนะว่า ไปได้ เป็นคำอนุญาติแล้วขึ้นมา คิดว่าจะไปจับตัวเจ้าวิทูร แล้วก็กลับมาคิดได้ว่าเจ้าวิทูรมีข้าทาสบริวารมากมาย เห็นจะไม่ได้ และเห็นกลอุบายอย่างหนึ่ง เพราะเขาทราบมาว่า พระเจ้าโกรพทรงติดสกางอมแงม ถ้าใครไปเล่นก็มีหวังจะแพ้ เพราะพระองค์ทอดแต้มลูกสกาได้อย่างกับมือผีพลิก

ก็จะอะไรเสียอีก มือผีพลิกจริงๆ ปุณณกะยักษ์เห็นชนะพระเจ้าโกรพได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงเอาแก้วมณีชื่อมโนหรได้แล้ว ก็ควบม้าตรงไปยังอินทปัตย์

ครั้นมาถึงก็ตรงเข้าไปเฝ้า ท้าวเธอก็ตรัสถามเป็นเชิงสนทนา ปุณณกะยักษ์ก็ได้ตอบตามสมควรพร้อมกับกล่าวว่า

“ขอเดชะ ข้าพระองค์ได้ทราบข่าวว่าพระองค์เชี่ยวชาญทางสกานัก ข้าพระองค์จึงได้ดั้นด้นมา เพื่อจะดูแต้มสกาของพระองค์สักหน่อย”

พระเจ้าโกรพทรงพระสรวลด้วยความพระทัย พร้อมกับตรัสว่า

“เชื่ออะไรใครว่าเราเก่ง เราเดินได้เพียงเล็กน้อย เล่นแก้รำคาญล่ะมากกว่า”

“ข้าพระองค์อยากเห็นจริงๆ”

“ได้ แต่ท่านมีอะไรมาวางเป็นเดิมพันล่ะ”

ปุณณกะยักษ์ขยายเอาแก้วมโนหร ออกมา แสงสว่างก็รุ่งเรืองพราวพรายไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมกับทูลว่า

“ของเล็กน้อยเช่นนี้ พอจะเดิมพันได้หรือยัง”

“ได้ พอดีเสียอีกน่ะสิ”

“ม้าของท่านดีอย่างไร ?”

“ม้าของข้าพเจ้ามีความเร็วหาที่เปรียบมิได้ เพราะว่าความเร็วของมันก็เร็วกว่าลม ควรจะบอกว่าเร็วกว่าลมกลดพระเจ้าค่ะ” ถ้าเป็นสมัยนี้ล่ะก็ คงจะเร็วยิ่งกว่าจรวด หรือไอพ่นทุกชนิดรวมกันอีก

พระเจ้าโกสพจึงตรัสให้ทดลองให้ดู พระนครนั้นวัดวงกลมได้ ๑๒ โยชน์ ปุณณกะยักษ์จึงเอาผ้าแดงคาดเอวแล้วก็ขึ้นม้า พลางร้องทูลว่า

“ขอพระองค์ทอดพระเนตรความเร็ว” แล้วก็ขับควบออกไปบนกำแพงพระนคร สักครู่ก็แลไม่เห็นตัวม้าและคนขี่ เห็นแต่สีแดงพาดเป็นแผ่นเดียวกันตลอดรอบพระนคร เมื่อขับขี่พอสมควรแล้วก็ลงจากหลังม้า บอกให้ม้าโดดลงในสระ ม้าก็วิ่งลงไป แม้น้ำก็ไม่กระเพื่อม วิ่งไปแล้วก็ขึ้นมา บอกให้วิ่งแสดงตัวเบา ม้าก็โดดลงโผบนใบบัวนิ่ง อยู่บนใบบัวก็ไม่จมน้ำ

พระเจ้าโกรพจึงตรัสกับปุณณกะยักษ์

“ความเร็วและความวิเศษของม้าเราได้เห็นแล้ว ทีนี้ความดีของแก้วล่ะ”

“ขอเชิญพระองค์ทอดพระเนตร ทรงนึกว่าดูอะไรก็โปรดนึก แล้วจะทอดพระเนตรเห็นจริง”

แล้วก็แลดูไปก็เห็นจริงตามมาณพว่า แม้ในนรก สวรรค์ก็เห็นได้ดังใจนึก เมื่อพระเจ้าโกรพทอดพระเนตร

“วิเศษจริงๆ”

“ข้าพระองค์เอาแก้วกับเอาม้าตัวนี้เป็นเดิมพันของการพนันสกา” แล้วทูลต่อไปว่า

“แล้วพระองค์เอาอะไรเป็นเดิมพัน”

“มาณพ ถ้าเราแพ้แก่ท่านเราจะยกราชสมบัติและแผ่นดินทั้งปวงที่เราครองให้แก่ท่าน ยกเว้นเรา เศวตฉัตร และอัครมเหสีเท่านั้น”

“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันตกลง ขอพระองค์ได้โปรดจัดสถานที่ๆ จะเล่นเถิด”

พระโกรพก็สั่งให้จัดที่ เมื่อประจำที่ พระเจ้าธนญชัยโกรพก็ตรัสให้ปุณณกะยักษ์ ให้ท้าวเธอทอดก่อน เพราะท้าวเธอถือแต้มลูกบาศสูงกว่า ท้าวเธอก็เริ่มขับมนต์สรรเสริญมารดาและขอให้นางผู้เป็นมารดร ซึ่งเป็นอารักขเทพมาช่วยพลิกลูกสกาให้มีแต้มดีชนะแก่ปุณณกะยักษ์ แล้วก็ทอดไป ด้วยอภินิหารของปุณณกะยักษ์ บังคับให้ออกแต้มไม่ดีแต่ยังไม่ตกถึงพื้น พระเจ้าธนญชัยโกรพทรงมองเห็นลางแพ้ ก็รีบรับลูกบาศก่อนจะตกถึงพื้น แล้วทอดลูกใหม่ ลูกบาศก็แต้มอย่างเดิมอีก

พระองค์ก็รับไว้อีก เป็นอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ปุณณกะยักษ์ชักเอะใจ เออ กษัตริย์องค์นี้ช่างว่องไวหนักหนา เราบังคับลูกบาศเพื่อจะให้แพ้ แต่ท้าวเธอก็รับไว้เสียก่อนตกพื้นถึง ๓ ครั้ง คงจะมีอะไรเกิดขึ้นเป็นแน่ จึงเล็งแลเห็นนางเทพธิดามาคอยช่วงรับลูกบาศ จึงถลึงตาเป็นเชิงโกรธ

นางเทพธิดานั้นเห็นปุณณกะยักษ์ถลึงตาใส่ก็กลัว เพราะอานุภาพของปุณณกะยักษ์นั้นไม่ใช่น้อย เป็นถึงยักษ์เสนาบดี มีมหิทธานุภาพมากมายนัก จึงหลบหนีออกไปจากสถานที่แห่งนั้นอย่างอกสั่นขวัญแขวนทีเดียว ไปถึงขอบจักรวาลแล้วก็ยืนหอบหายใจ ใจเต้นเป็นตีกลองอยู่นั้นเหละ เออ น่ากลัวจริงๆ
เมื่อปุณณกะกำจัดให้เทพธิดาหนีไปได้แล้ว เมื่อท้าวเธอทอดลูกบาศออกไป แม้จะมองเห็นว่าเมื่อตกถึงพื้นจะต้องแพ้เพราะแต้มไม่ดี ท้าวเธอก็ไม่สามารถจะรับลูกบาศไว้ได้ ต้องปล่อยให้ตกพื้น ผลก็คือแต้มแพ้

ถ้าพูดอย่างนักเลงลูกเต๋า ในฐานะที่พระเจ้าธนญชัยโกรพทอดก่อนก็เป็นเจ้ามือ และแทนที่จะเป้า คือมีแต้มเดียวกันทั้ง ๓ หรือ ๔ - ๕ - ๖ ซึ่งเรียกว่าโง่วลัก อันเป็นแต้มที่ต้องกินลูกค้าทั้งหมด กลับเป็น ๑ - ๒ - ๓ ซึ่งเรียกว่าหัก อันเป็นแต้มที่จ่ายรอบวง

นี่ก็เช่นเดียวกัน พอทอดก็ตกเป็นแต้มที่ต้องจ่าย โดยอีกฝ่ายไม่ต้องทอดเลย เป็นอันว่าท้าวเธอแพ้โดยที่จะต้องจ่ายราชสมบัติพร้อมทั้งประเทศให้แก่ฝ่านชนะ คือปุณณกะยักษ์

เมื่อเป็นเช่นนั้นฝ่ายผู้ชนะคือปุณณกะยักษ์ก็เรียกร้องค่าเดิมพัน

“ทรัพย์สินเงินทองและช้างม้าวัวควาย ตลอดจนข้าทาสทั้งหลายข้าพเจ้าไม่ต้องการ ยินดียกให้พระองค์ทั้งหมด แต่ข้าพระองค์จะขอเพียงเจ้าวิทูรคนเดียวเท่านั้น”

“เห็นจะต้องขัดข้องเสียแล้วกระมัง”

“เพราะอะไร ?”

“เพราะวิทูรบัณฑิตมิใช่สมบัติของข้าพเจ้าๆ ไม่อาจจะให้ได้ นอกจากนี้ท่านปรารถนาอะไรเอาไปเถอะ”

“ไม่ได้ ข้าพระองค์ปรารถนาเพียงเจ้าวิทูรเท่านั้น”

“เราก็บอกท่านแล้วว่า วิทูรบัณฑิตผู้อาจารย์ของเรานั้น ไม่ใช่สมบัติของเราที่จะยกให้ใครได้”

“พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า สมบัติในแผ่นดินเว้นจากพระองค์และพระมเหสี และเศวตฉัตรแล้ว พระองค์จะยอมยกให้ทุกอย่าง”

“จริงอย่างนั้น แต่ท่านวิทูรนั้นเหมือนตัวเรา และหัวใจของเราๆ จึงยอมให้ไม่ใด้”

“ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมฉันเห็นว่า ต้องให้วิทูรบัณฑิตเป็นผู้ตัดสินว่าควรจะเป็นประการใด”

เรื่องก็เป็นอันตกลงว่า ต้องให้วิทูรบัณฑิตเป็นผู้ตัดสินว่าควรเป็นประการใด จึงรับสั่งให้ไปตามเจ้าวิทูรมา เมื่อเจ้าวิทูรมาแล้ว จึงตรัสเล่าความให้ฟัง และปุณณกะยักษ์ได้กล่าวเสริมว่า

“เจ้าบัณฑิต เราได้ยินข่าวลือว่าเจ้าเป็นบัณฑิตทรงตรงไว้ซึ่งธรรมสุจริต เพราะฉะนั้นเจ้าบอกเราได้หรือไม่ว่า เจ้านั้นเสมอพระมหากษัตริย์หรือเป็นเพียงข้าทาสของพระองค์เท่านั้น”

วิทูรบัณฑิตได้ยินเช่นนั้นก็ดำริว่า

“หากว่าเราจะกล่าวว่าเป็นญาติของพระเจ้าแผ่นดิน มาณพนี้จะเชื่อหรือ หากจะพูดว่าเป็นผู้ยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดินก็จะได้ แต่ความจริงเราเป็นผู้ได้รับการเลี้ยงดูจากพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นพระองค์เป็นเจ้านายเรา เราเป็นทาสของพระองค์ ถึงเราจะเป็นอย่างไรเราก็จะไม่พูดปดมดเท็ดเป็นอันขาด”

จึงบอกว่า

“มาณพ ข้าพเจ้าจึงเป็นทาสของพระราชา หาใช่จะเสมอกับพระเจ้าแผ่นดินไม่”

ปุณณกะยักษ์ตบมือดังสนั่น พลางพูดว่า

“วันนี้เราชนะพระราชาถึง ๒ ครั้ง ครั้งเเรกด้วยการทอดบาสสกาพนัน ครั้งที่สองด้วยการตัดสินของเจ้าวิทูร ดังนี้จะเห็นได้ว่าพระเจ้าแผ่นดินทำไมจึงจะหน่วงเหนี่ยวไม่ยอมให้เจ้าวิทูรไปกับเรา”

พระเจ้าธนญชัยโกรพทรงกริ้วเจ้าวิทูรอยู่แล้ว ที่เห็นว่ามาณพดีกว่าพระองค์ จึงได้พูดจาเอนเอียงไปทางมาณพ จึงตรัสกับปุณณกะยักษ์ว่า

“เมื่อเจ้าปราชญ์เขาปฎิญาณตนว่าเป็นทาสเรา เราก็ยินดีจะมอบให้กับท่านตามประสงค์ แล้วแต่ท่านจะจัดการเอาเถิด แต่ว่าเมื่อเจ้าปราชญ์ไปแล้ว เมื่อใดเราจะได้ฟังเทศนาอันไพเราะอีกเล่า ขอเจ้าปราชญ์จงแสดงธรรมสั่งสอนคนที่ครองเรือนเป็นครั้งสุดท้ายเถิด”

เจ้าวิทูรก็รับคำ พระองค์จึงให้จัดที่นั่งแสดงธรรมอันควร แล้วก็เจ้าวิทูรนั่งบนที่นั่ง ให้โอวาทแก่พระองค์

ครั้นจบแล้ว ปุณณกะยักษ์ก็ชักชวนให้เจ้าวิทูรออกเดินทางไปด้วยกัน แต่วิทูรขอทุเลาก่อน ๔ วัน เพื่อไปจัดการอะไรให้เรียบร้อยเสียก่อน ปุณณกะยักษ์ก็ยินยอม

ในระยะ ๓ วันนั้น วิทูรจัดสถานที่ให้ปุณณกะยักษ์อาศัยพักผ่อนเป็นอันดี ยามราตรีก็มีดนตรีมาขับกล่อมประโคม ถึงเวลาโภชนาอาหารก็บำรุงบำเรอเป็นอย่างดี แล้ววิทูรก็ลาภารยา และบุตรและสะใภ้ ตลอดจนข้าทาสบริวานทั้งหลายเพื่อออกเดินทางไปกับมาณพ และก็ให้โอวาทแก่คนเหล่านั้น เพื่อปฏิบัติชอบกับพระเจ้าแผ่นดิน

เมื่อครบ ๓ วันแล้ว ก็ไปถวายบังคมลาพระเจ้าโกรพ ตลอดจนมหาชนชาวพระนคร แล้วก็ออกเดินทางไปกับปุถณณกะยักษ์ ปุณณกะยักษ์ปรารถนาจะได้หัวใจเจ้าวิทูรอย่างเดียวเท่านั้น จึงบอกกับวิทูรว่า

“เจ้าไม่มีทางจะได้กลับมายังเมืองมนุษย์อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเจ้าจงจับหางม้าของเราไว้ให้มั่นอย่าได้ตกใจกลัว เราจะรีบขับม้าไป”

ปุณณกะยักษ์คิดจะขี่ม้าไปในภูเขาและป่าไม้ เพื่อจะให้ร่างของพระวิทูรกระแทกกับภูเขาหรือต้นไม้จะได้ตายไป ตนจะได้เอาหัวใจไปถวายพญาวรุณนาคราช แต่จะขับม้าแทรกไปในที่แห่งใดก็ตาม ที่เหล่านั้นก็แหวกเป็นช่องไปไม่กระทบกายของพระวิทูรเลย เพราะอำนาจศีลสัตย์ที่พระวิทูรได้รักษานั้นเอง

เมื่อเห็นว่าภูเขาและต้นไม้ไม่กระทบร่างกายเจ้าวิทูรแน่แล้ว ก็คิดจะฆ่าด้วยลมกรด เพราะธรรมดาลมนี้พัดผ่านถูกใครเข้าแล้ว ผู้นั้นจะต้องกระจัดกระจายไปด้วยอำนาจลม แต่นี่ลมก็แยกออกเป็น ๒ ภาค ไม่ถูกกายของพระวิทูรอีก แม้จะขับม้าไปกลับมตั้ง ๒ - ๓ เที่ยว ก็ไม่สามารถจะให้พระวิทูรตายได้ เหลียวหลังกลับมาดู ก็เห็นเจ้าวิทูรหน้าตาผ่องใส เกาะหางม้ามั่นคงอยู่ เห็นว่าพระวิทูรไม่ตายด้วยลมกรดแล้ว ก็ชักม้ามายังภูเขาให้เจ้าวิทูรนั่งบนยอดเขา คิดแต่จะให้ตายให้ได้ มิฉะนั้นความรักของเราก็ไม่สำเร็จ แต่จะฆ่าด้วยมือตัวเองก็มิได้

เมื่อเห็นพระวิทูรนั่งเรียบร้อยดีแล้ว ตัวเองก็เนรมิตเป็นยักษ์ใหญ่ปานภูเขาหิมพานต์ ร้องตวาดเสียงดังฟ้าลั่น ตาแดงดุจแสงพระอาทิตย์ ผลักเจ้าวิทูรให้นอนหงาย แล้วจับใส่เข้าปากทำเหมือนจะเคี้ยวเสียให้ตาย แต่เจ้าวิทูรก็มิได้กลัว เพราะปลงตกเสียแล้ว ตามแต่เขาจะทำประการใดก็ช่าง เพราะฉะนั้นถึงจะมีอะไรเกิดขึ้น พระวิทูรก็ไม่กลัว จะทำอย่างไรก็เฉยเหมือนไม่มีชีวิตจิตใจ

ปุณณกะยักษ์จะแปลงกายอย่างไร เพื่อให้ตกใจกลัวก็ไม่สำเร็จ เลยบันดาลด้วยฤทธิ์เป็นลมมีกำลังแรงเ พื่อจะพัดเจ้าวิทูรให้ตกจากยอดเขาถึงแก่ความตาย แต่ก็ไม่สามารถจะพัดให้เจ้าวิทูรให้ตกไปได้ จึงแทรกกายไปในภูเขาโผล่มาขึ้นมาคว้าเจ้าวิทูรได้ ก็ขว้างไปด้วยกำลังไกลถึง ๑๕ โยชน์ เจ้าวิทูรก็ไม่ตายอีก ก็คิดจะฟาดกับภูเขาให้ถึงแก่ความตาย

เป็นอันว่าความคิดของปุณณกะยักษ์ ที่คิดจะให้เจ้าวิทูรตายเองนั้นไม่สำเร็จ จึงคิดจะฆ่าด้วยมือของตัวเองล่ะ

พระวิทูรคิดว่า เออ...มาณพนั้นช่างกระไรโหดเหี้ยมเหลือประมาณ ดูว่ามีความต้องการจะฆ่าเราเสียจริงๆ จำเราจะต้องถามดูให้รู้เหตุ จึงถามว่า

“มาณพ ท่านนี้มีนามใด เป็นพวกพ้องของยักษ์ตนใด จึงมีใจโหดเหี้ยมเหลือประมาณ”

“เราชื่อปุณณกะยักษ์ เป็นหลานและอำมาตย์ของท้าวเวสสุวัณ”

“ทำไมท่านจึงพยายามฆ่าเรา”

“เพราะเราอยากได้นางอินทตี ธิดาของพญาวรุณนาคราช”

“นางอยากฆ่าเราให้ตายนักรึ ท่านถึงได้พยายามเป็นนักหนาที่จะฆ่าเรา”

“นางก็ไม่ได้บอกว่าให้เราฆ่าท่าน แต่นางว่าถ้าใครรับอาสาไปนำเอาหัวใจเจ้าวิทูรบัณฑิตมาถวายพระวิมาลาชนนีของนางได้ นางยินดีจะมอบกายและใจให้กับผู้นั้น เราพยายามที่จะทำให้ท่านตาย เพื่อจะนำเอาหัวใจของทานไปถวายพระวิมาลาชนนีของอินทตี”

พอได้ยินเท่านั้น เจ้าวิทูรก็คาดคะแนความได้ตลอดว่า เพราะนางวิมาลาต้องการจะได้สดับธรรมจากเรา จึงได้บอกกันพญาวรุณนาคราช ซึ่งก็นึกไม่ถึงว่านางอยากจะฟังธรรม กลับคิดว่านางอยากได้หัวใจเรา ธรรมดานักปราชญ์คำสั่งสอนนั้นแหละเป็นหัวใจล่ะ เราต้องทรมานปุณณกะยักษ์ให้เสื่อมความร้ายกาจเสียก่อน จะสั่งสอนภายหลัง เมื่อคิดได้ดังนี้จึงกล่าวว่า

“ท่านปุณณกะยักษ์ ท่านวางเราเสียก่อนเถิด แล้วค่อยฆ่าทีหลัง” 
ปุณณกะยักษ์คิดว่า เจ้าปราชญ์คงจะยังมิได้ให้โอวาทเป็นครั้งสุดท้าย จึงวางเพื่อจะฟังโอวาทครั้งสุดท้าย พร้อมกับกล่าวว่า

“ท่านจงกล่าวโอวาทครั้งสุดท้ายเสียเถิด ข้าพเจ้าจะได้รีบไป”

“เรามีร่างกายที่หมักหมมสกปรก ไม่ควรจะกล่าวธรรม”

ปุณณกะยักษ์กก็รีบไปเอาน้ำหอมมาจากโสรถ สรงองค์พระวิทูร และให้เสวยโภชนาอันอร่อย ครั้นเสวยแล้ว ปุณณกะยักษ์ก็จัดแจงที่แสดงโอวาทอันสมควร พระวิทูรก็แสดงสาธุนรธรรมให้ฟัง สาธุนรธรรมหมายความว่า ธรรมที่ทำให้คนดี ๔ ประการ

ข้อ ๑ ให้เดินตามบุคคลผู้เดินก่อน
ข้อ ๒ อย่าเผามือที่ชุ่ม
ข้อ ๓ อย่าประทุษร้ายมิตร
ข้อ ๔ อย่าลุอำนาจแก่บุคคลผู้ประกอบด้วยกาม


ปุณณกะยักษ์ฟังแล้วไม่เข้าใจ จึงสอบถาม พระวิทูรจึงแสดงชี้แจงข้อความว่า

ข้อ ๑ ที่ว่าให้เดินตามบุคคลผู้ก่อนนั้น คือผู้ใดมีคุณแก่ตน ก็พยายามตอบแทนผู้นั้น

ข้อ ๒ ที่ว่าอย่าเผามือชุ่มนั้น คือตนได้อาศัยในเรือนท่านผู้ใดด้วยกัน ไม่ประทุษร้ายท่านนั้น

ข้อ ๓ ที่ว่าอย่าประทุษร้ายมิตรนั้น คือท่านผู้ใดมีคุณแก่ตน พึงคิดตอบแทนให้จนได้ ไม่คิดมุ่งร้ายเลย

ข้อ ๔ ที่ว่าอย่าลุอำนาจแก่ผู้ประกอบด้วยกามนั้น คืออย่าลุ่มหลงสตรี ทำความชั่ว


ท่านฟังแล้วจงตั้งอยู่ในธรรมทั้ง ๔ ข้อนี้เถิด

ปุณณกะยักษ์ฟังแล้วก็สลดใจ เพราะตนประพฤติผิดมาหมดทั้ง ๔ ข้อตั้งแต่ต้น เริ่มต้นได้รับการต้อนรับเลี้ยงดูจากเจ้าวิทูร และตนก็ได้ประพฤติผิดเรื่อยมาจนกระทั่งคิดฆ่าด้วยฝีมือตนเอง ยิ่งคิดไปก็ยิ่งละอายตนเอง เราเป็นถึงเสนาบดี และหลานของท้าวเวสสุวัณผู้โลกบาล มาหลงงมงายกับคิดฆ่าผู้อื่น ผิดวิสัยชายเสียจริง ถ้าเราไม่ได้ฟังโอวาทของเจ้าวิทูรก็คงจะทำชั่วมากขึ้นอีก เขาตัดสินใจเลย ได้เสียหรือมิได้ช่างมัน แต่เราจะไม่ยอมเสียเกียรติของผู้ชายอีกล่ะ เราจะไม่ยอมทำชั่วเพราะผู้หญิงอีก

ถ้าคนสมัยนี้คิดได้อย่างเจ้าปุณณกะยักษ์ บ้านเมืองเราก็จะมีแต่ความสงบร่มเย็น นี่เอาแต่

“อยู่มาหมู่เข้าเฝ้า ก็หาเยาวนารี
ที่หน้าตาดีๆ ทำมโหรีที่เคหา
ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา”


มันก็เลยไม่ดีไปกว่าเจ้าปุณณกะยักษ์ เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงกล่าวกับเจ้าวิทูรว่า

“เจ้าปราชญ์ เจ้าเทศนาได้ไพเราะมาก เราเลื่อมใสเจ้าเหลือประมาณ ชีวิตของเจ้าเราคืนให้ และยินดีจะไปส่งเจ้ายังสำนักด้วย”

“ท่านอย่าเพิ่งพาเรากลับไปส่งเลย เพราะพญาวรุณนาคราชและนางวิมาลายังต้องการตัวเราอยู่ ควรพาเราลงไปบาดาลเสียก่อน แล้วค่อยพาเรากลับ”

“ถ้าท่านประสงค์อย่างนั้นก็ได้ เมื่อลงไปในบาดาลแล้วหากอันตรายเกิดกับท่าน ต้องข้ามศพปุณณกะยักษ์ไปเสียก่อน”

เมื่อได้ตกลงกันแล้ว ก็ให้เจ้าวิทูรขึ้นขี่ม้าตัวเดียวกัน แต่นั่งข้างหลัง เพื่อมิให้พญานาคราชแลเห็นเจ้าวิทูร พญาวรุณนาคราช เมื่อแลเห็นปุณณกะยักษ์พาพระวิทูรมาเฝ้า ก็ตรัสว่า

“พ่อปุณณกะ ได้หัวใจเจ้าวิทูรมาแล้วหรือ”

แต่ปุณณกะยักษ์กลับตอบอย่างไม่ตรงคำถามเลยว่า

“เจ้าปราชญ์วิทูร ข้าพเจ้าได้ตัวมาแล้วโดยชอบธรรม ขอเชิญทอดพระเนตรและสดับโอวาทของเจ้าวิทูรเถิด”

“เจ้าปราชญ์ เจ้าลงมานาคพิภพน่ะ ไม่ถวายบังคมเรา เจ้าไม่กลัวเราหรือไง”

“ขอเดชะ พระองค์อย่าได้ตรัสดังนั้น เดี๋ยวนี้กระหม่อมฉันเป็นนักโทษของผู้อื่นอยู่ จะถวายบังคมพระองค์ได้อย่างไร และอีกประการหนึ่งนักโทษประหารชีวิตนั้น จะต้องการไหว้ใครเพื่อประโยชน์อะไร ตัวหม่อมฉันนี้ ปุณณกะจะให้ฆ่าเอาหัวใจแล้ว จะถวายบังคมพระองค์ทำไม”

“เออ จริงสินะ จริงของเจ้าปราชญ์ข้ายอมรับ”

“สมบัติของพระองค์ในบาดาล ดูสมบูรณ์พูนสุขเหลือขนาด เพราะพระองค์สร้างสมขึ้นมาหรืออย่างไร”

“ไม่ใช่ดอกเจ้าปราชญ์ สมบัติเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นด้วยบุญทั้งนั้น เราและเมียเราแต่ก่อนเคยเกิดเป็นคนอยู่ในเมืองกาลจัมปา เรามีศรัทธาได้ให้ทานแก่คนยาจก สมณชีพราหมณ์เรื่อยมา เราจุติจากนั้นแล้วก็ได้มาเสวยราชสมบัติในนาคพิภพนี้”

“เมื่อท่านให้ทานได้ผลเช่นนี้ ทำไมท่านไม่ให้ทานต่อไปอีกเล่า”

“ก็เพราะในเมืองนาคของเรา ยาจกวณพก และสมณชีพราหมณ์มิได้มี อย่างไรดีจึงจะให้ทานได้ล่ะ”

“แม้มิให้ในวัตถุ แต่พระองค์ตั้งจิตเมตตาแก่นาคราชทั้งหลาย ใกล้ไกลหาประมาณมิได้ พยายามแผ่เมตตาให้เขาเหล่านั้น พระองค์ก็จะได้ชื่อว่าให้ทานอย่างหนึ่งเหมือนกัน”

ได้ฟังธรรมอันแสนสบายแล้ว พระองค์ก็ส่งเจ้าวิทูรเข้าไปเทศนาสั่งสอนนางวิมาลามเหสี พระนางวิมาลาได้สดับธรรมสมความตั้งใจ ก็เกิดปีติยินดี ให้เจ้าปุณณกะยักษ์พาไปส่งยังพระเจ้าโกรพ พร้อมกับพระราชทานนางอิรันทตี ให้เจ้าปุณณกะยักษ์พานางไปด้วย ปุณณกะยักษ์ก็พานางอิรันทตีกับพระวิทูร ขึ้นมายังเมืองมนุษย์โลก โดยให้นั่งมาข้างหน้า ตนนั่งกลาง และนางอิรันทตีนั่งหลัง พาเหาะมาโดยทางอากาศ พอมาถึง ก็กำบังกายตนเองและนางอิรันทตีมิให้ใครเห็น ส่งเจ้าวิทูรลงหน้าโรงศาลา แล้วก็พานางอิรันทรตีไปยังเทวโลก

พระเจ้าโกรพได้ทอดพระเนตรเห็นพระวิทูรกลับมาได้ ก็ดีพระทัย ถามรู้ความตลอดแล้ว ก็เกิดปรีดาปราโมทย์เป็นอย่างยิ่ง จึงรับสั่งให้มีการฉลองเจ้าวิทูรเป็นเวลานานถึง ๑ เดือน และนับแต่นั้นมาบ้านเมืองก็อยู่สุขสบายตลอดมา พระราชาก็เลิกการพนันได้เด็ดขาด

เรื่องนี้ก็เป็นอันจบลงเพียงเท่านี้ แต่เราได้อะไรจากเรื่องนี้ ปัญญาของเจ้าวิทูร ในการสั่งสอนอรรถธรรมทำให้ตนรอดพ้นจากความตาย ได้รับความเลื่อมใสนับถือจากทุกคนทุกหมู่ทุกเหล่า ความเมตตาในดวงจิตของเจ้าวิทูร ทำให้มีหน้าตาผ่องใส ปราศจากความกริ้วโกรธ เป็นเหตุให้ผู้อื่นเมตตาตนด้วย การพนันเป็นเหตุแห่งหายนะ คือความเสื่อมในทุกๆ ทาง ผู้หญิงเป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วได้ทั้งมวล ถ้าไม่มีศีลธรรมประจำใจ เพียงเท่านี้ก็พอจะเป็นเครื่องบำรุงปัญญาของท่านได้

 

คติธรรม : บำเพ็ญสัจจบารมี
เหตุแห่งความพิบัติคือการพนัน และการมีเมตตาจิตย่อมส่งผลให้ได้รับเมตตาจิตตอบด้วยในที่สุด
 
อ่านทศชาติชาดก เรื่องอื่น
Visitors: 44,900